Teesutnilok

วันนี้ผมเอา 10 อันดับรถที่แพงที่สุดในโลกมาฝากครับไปดูกันเลยครับ
เริ่มต้นด้วยอันดับที่ 10 นั่นคือ

Maybach 57 S

Price: $430,355 in US
The Maybach 57 S has a 12-cylinder engine, goes from 0 to 100 in 5.2 seconds and is designed to be a sportier alternative to the other models. It has more power than the 57 or 62 models, 604 hp versus their 543 hp. As in the other models - Maybach 57 and 62 - the maximum speed is electronically limited.
Top Speed: 250 kmph

Car
------------------------------------------
อันดับที่ 9 คือ

Porsche Carrera GT

Price: $440,000 in US

Despite claims that the Carrera GT supercar had gone out of production, the car is very much available in the US and is in the list of one of the world's most expensive cars. The car has 605 hp @ 8000 rpm, can go from 0 to100 in 3.9 seconds and has a ten cylinder engine - a type of rarely seen outside of racing.
Top speed: 330 kmph

Car
------------------------------------
อันดับที่ 8 คือ

Maybach 62

Price: $448,153 in Europe

Maybach's 62 ultra-luxury sedan is made by Mercedes-Benz and has proved that even a car this expensive to build can turn a profit. The Maybach 62 accelerates from 0 to 100 in just 5.4 seconds. The top speed is electronically limited but can be reached rapidly and with virtually no apparent effort.
Top speed: 250 kmph

Car
------------------------
อันดับที่ 7 คือ

Mercedes-Benz SLR McLaren

Price: $452,750 in US

The SLR McLaren is as comfortable and sophisticated as a street-legal racecar can be. It is a collaboration between Mercedes and legendary British racecar builder McLaren. With the help of a 617 hp and 5.4-liter supercharged V8 engine, the SLR sprints from 0 to 100 in just 3.6 seconds.
Top speed: 343kmph

Car
-----------------------------------
อันดับที่ 6 คือ

Koenigsegg CCR

Price: $458,000 in Europe

The Koenigsegg is a Swedish car that sports a supercharged V8 engine. It can go from 0 to 100 in 3.2 seconds with its hp of 806 @ 7000 rpm. The Koenigsegg CCR currently holds the Guinness World Record for the most powerful car in series production.
Top speed: 395 kmph

Car
-------------------------------
อันดับที่ 5 คือ

Saleen S7 Twin Turbo

Price: $ 637,723 in US

Started by former racing driver Steve Saleen, the Saleen car company produces some of the fastest cars in the world. The S7 is designed to compete with the fastest and most luxurious grand touring cars. It can go from 0 to 100 in six seconds has 750 bhp @ 6300 rpm and sports an all-aluminum V8, 2-valve.
Top speed: 320 kmph
Car
----------------------------
อันดับที่ 4 คือ

Leblanc Mirabeau

Price: $645,084 (Global)

Leblanc is ramping up production of its new Mirabeau supercar. The company hopes to make the vehicle street legal for the US by early 2007. With a six-speed sequential transmission, more than 700 bhp @ 7600 rpm, the Leblanc Mirabeau's interior is optimized for maximum acceleration.
Top speed: 370 kmph

Car
------------------------------

อันดับที่ 3 คือ

SSC Ultimate Aero

Price: $654,500 in US

The most expensive American car is also the fastest. Automaker SSC estimates this vehicle is capable of going from 0-60 in just 2.9 seconds and the base model has a supercharged 6.2-litre V8 engine rated 787 bhp @ 6600 rpm. The SSC Ultimate Aero requires 104 octane gasoline.
Top speed: 400 kmph
Car
------------------------------
อันดับที่ 2 คือ

Pagani Zonda Roadster F C12S 7.3

Price $667,321 in Europe and US

Pagani is an Italian boutique automaker that builds radical-looking racecars. This version of its Zonda flagship has 555 bhp @ 5900 rpm, can go from 0 to 60 in 3.6 seconds and is propelled by mid-mounted V-12 DOHC engines.
Top speed: 344 kmph

Car
---------------------------
และอันดับที่ 1 คือ

Bugatti Veyron 16.4

Price: $1,000,000 in Europe

Volkswagen's production delays are finally over and the Bugatti Veyron 16.4 is ready to hit the road. The car sports a W16 engine fed by four turbochargers, can go from 0 to 100 mph in six seconds and uses unique cross-drilled and turbine vented carbon rotors that draw in cooling air for braking.
Top speed: 407 kmph

Car
------------------------------------
เป็นไงกันบ้างครับ รถสุดหรูทั้ง 10 คันที่ผมนำมาฝาก ใครถูกใจคันไหนโพสต์บอกด้วยนะครับ

edit @ 27 Oct 2007 16:56:08 by Extinsions

           ที่สุดในโลกอีกแล้วครับ ผมสรรหามาให้เพื่อนๆได้อ่านกันนะครับ อาจจะยาวไปนิดนะครับ
"ในที่สุดหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญหรูของโลก รอยัล แคลิเบี้ยน ก็ได้ลบสถิติโลกด้วยการเปิดตัวเรือสำราญ หรูหราลำล่าสุดที่ ประกาศว่าเป็นเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี" FREEDOM OF THE SEAS "

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี ...เรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ในที่สุดหนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการเรือสำราญหรูของโลก รอยัล แคลิเบี้ยน ก็ได้ลบสถิติโลกด้วยการเปิดตัวเรือสำราญ หรูหราลำล่าสุดที่ ประกาศว่าเป็นเรือสำราญที่ใหญ่ที่สุดในโลก"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี" FREEDOM OF THE SEAS อิสรภาพแห่งท้องทะเลหรือฉายา "ก็อดมาเธอร์" อย่างเป็นทางการท่ามกลางสื่อมวลชนและเอเย่นต์จากทั่วทุกมุมโลกไปแล้ว ที่ประเทศอังกฤษ

"ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์" (Freedom of the Seas) เรือสำราญขนาดใหญ่ที่สุดในโลกเพิ่งได้ฤกษ์เปิดตัวลงน้ำอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคมที่ผ่านมานี้เอง หากจะถามว่าใหญ่โตขนาดไหนคงบอกชนิดให้ภาพได้คร่าวๆว่า เธอ (ก็ธรรมเนียมตะวันตกยกให้เรือเป็นเพศหญิงนี่คะ) ทำให้เรือลำอื่นๆกลายเป็น "เรือแคระ"ไปในพริบตา ด้วยความสูง 237 ฟุตซึ่งหากนำมาตั้งบนบกก็จะสูงกว่าหอไอเฟลในกรุงปารีส ความยาวเรือ 1,112 ฟุต น้ำหนัก 158,000 ตัน โถงภายในเรือมีความสูงเท่ากับตึก 14 ชั้น และบนนั้นก็มีดาดฟ้าให้ผู้โดยสารขึ้นไปนั่งๆนอนๆกินลมชมวิวถึง 15 ดาดฟ้าด้วยกัน

รอยัล แคริบเบียน ครูซเซส บริษัทเดินเรือเพื่อการท่องเที่ยวและพาณิชย์ ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ในเมืองไมอามี่ ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นเจ้าของเรือยักษ์ดังกล่าว ว่ากันว่าแม้แต่กัปตันเรือเองก็ยังเดินสำรวจได้ไม่ทั่วทุกซอกทุกมุมของเรือลำนี้ด้วยความใหญ่โตมโหฬารของมันนั่นเอง

ก่อนที่จะมีการตัดริบบิ้นฟาดขวดแชมเปญปล่อยเรือลงน้ำเอาฤกษ์เอาชัยตามธรรมเนียม เรือฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์ ทดสอบการเดินทางมาแล้วในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาโดยล่องจากเมืองฮัมบวร์กในประเทศเยอรมนีไปยังเมืองออสโล ประเทศนอรเว บรรทุกเฉพาะลูกเรือและเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานประจำเรือเท่านั้น ส่วนการเปิดรับนักท่องเที่ยวเพื่อเดินทางพักผ่อนหย่อนใจเป็นชุดแรกกำลังจะเริ่มขึ้นในเดือนหน้า ต้นทางคือเมืองไมอามี่ จุดหมายปลายทางคือหมู่เกาะในทะเลแคริบเบียนฝั่งตะวันตก

กว่าจะได้เรือสวยสุดหรูออกมาขนาดนี้ รอยัล แคริบเบียนฯ ควักเงินลงทุนไปถึง 800 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 32,000 ล้านบาท แต่บริษัทก็หวังว่าในการออกเดินทางแต่ละครั้งซึ่งจะบรรทุกผู้โดยสารได้คราวละ 4,000 กว่าคน จะได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวอย่างเนืองแน่น เพราะบนนั้นเปรียบได้กับสวรรค์ลอยน้ำที่มีทุกสิ่งทุกอย่างที่ทุกคนคาดหวัง แถมด้วยบางอย่างที่คนส่วนใหญ่ไม่คาดคิดว่าจะมี เช่นทะเลจำลองที่ติดตั้งอุปกรณ์ทำคลื่นเทียมเพื่อให้นักเล่นกระดานโต้คลื่นได้ลงไปเล่นกัน นอกจากนี้ยังมีลานสเก็ตน้ำแข็ง เวทีมวย และหน้าผาเทียมความสูงเท่าตึก 13 ชั้นเอาไว้ปีนป่ายท้าทายความแข็งแกร่งของร่างกาย

สนนราคาความสุขบนเกลียวคลื่น เริ่มจาก 1,900 ดอลลาร์ (ประมาณ 76,000 บาท) เป็นตั๋วแพ็คเกจ 7 วันสำหรับผู้โดยสารที่มาเป็นคู่ ราคานี้เฉพาะในช่วงโลว์ซีซั่น แต่ถ้าเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ห้องขนาดเดียวกัน (มีระเบียงส่วนตัว) จะขยับราคาขึ้นไปได้เกือบๆ 2,500 ดอลลาร์ (100,000 บาท) ห้องชุดสุดหรูจะมีราคาถึง 22,000 ดอลลาร์ (880,000 บาท)

เห็นราคาน่าขนลุกแบบนี้อย่าคิดว่าจะไม่มีใครกล้าจ่าย เพราะขนาดยังไม่เริ่มเปิดบริการอย่างเป็นทางการ ไอ้เจ้าห้องเดอลุกซ์ที่ว่าน่ะ มีคนจองเต็มแล้วไปจนกระทั่งถึงปี 2551 ! ใครนึกคันมือคันไม้อยากควักกะตังค์ใจจะขาด เชิญรอไปอีก 2 ปีนะจ๊ะ

+ เปรียบเทียบความมหึมาจากอดีต-ปัจจุบัน

เรือไททานิค (Titanic)
น้ำหนัก 46,329 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร กว่า 3,500 คน เงินลงทุน 7.5 ล้านดอลลาร์ (ปีค.ศ. 1912)

เรือควีน แมรี่ 2 (Queen Mary 2)
น้ำหนัก 151,400 ตัน บรรทุกผู้โดยสาร ประมาณ 3,000 คน เงินลงทุนราว 800,000 ล้านดอลลาร์

เรือฟรีดอม ออฟ เดอะ ซีส์ (Freedom of the Seas)
น้ำหนัก 158,000 ตัน บรรทุกผู้โดยสารได้กว่า 4,000 คน เงินลงทุนประมาณ 800,000 ล้านดอลลาร์

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี เกิดขึ้นภายใต้แนวคิดเพื่อลบล้างความรู้สึกน่าเบื่อหน่ายเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่แต่ในเรือสำราญเป็นระยะเวลานานทิ้ง เรือลำนี้จึงไม่ต่างจาก การเนรมิตรเมืองขึ้นมาเมืองหนึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน และมากเกินความจำเป็นที่หาไม่ได้ในเรือสำราญลำอื่น

ไม่ว่าจะป็น วินเซิร์ป แห่งแรกแห่งเดียวในโลกที่ถูกบรรจุไว้ในเรือสำราญ H20 ศูนย์รวมแห่งสวนน้ำ สวนสนุก ลานสเก็ต สนามมวย ถนนช้อปปิ้งยาวเฟื่อย 400 กว่าฟุต ที่มีไว้บริการ ซึ่งถือว่าเป็นการบริการ ที่นอกเหนือจากที่เรือสำราญทั่วไปเพื่อสร้างความสนุกสนานให้แก่นักท่องเที่ยวอย่างไม่รู้จักคำว่า "เบื่อ" โดยมีกิจกรรมทำตลอดทั้งวัน

ส่วนการเลือกเปิดตลาดที่อังกฤษ ส่วนหนึ่ง เพราะต้องการรุกตลาดยุโรป หลังจากเป็นที่รู้จักในอเมริกากันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว โดยเส้นทางที่เรือลำนี้ให้บริการ เป็นเส้นทาง แถบ ทะเล แคลลิเบี้ยนเวสเทอร์น แคลิเบี้ยน แม็กซิโก 7 คืน เริ่มจากไมอามี่ ไปแม็กซิโก จอห์นทาวน์ จาไม้ก้า เฮติ ฯลฯ แล้วย้อนไปไมอามี่ใหม่ โดยจะเริ่มออกเดินทางทุกวันอาทิตย์

สนทราคาค่าบริการอยู่ที่เริ่มต้น 800 เหรียญยูเอส หรือราว 30,000 บาท สำหรับห้องพักที่ไม่มีหน้าต่าง และราคาสำหรับห้องพักแบบสวีทอยู่ที่ 3,750 เหรียญยูเอส หรือราว 142,500 บาทสำหรับห้องพักที่อยู่ได้ 14 คน เน้นความเป็นส่วนตั๋ว ส่วนตัว เหมาะสำหรับตลาดครอบครัว ราคานี้เป็นราคาค่าบริการเรือ แต่ถ้าเดินทางจากเมืองไทยก็ต้องรวมค่าตั๋วเครื่องบิน และอื่น ๆ อีก

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี ใช้เม็ดเงินลงทุนหลายพันล้านเหรียญยูเอส โดยต่อขึ้นที่ประเทศฟินแลนด์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มีน้ำหนักรวม 160,000 ตัน มีทั้งหมด 20 ชั้น แต่ให้บริการเพียงแค่ 15 ชั้น

แต่ละชั้นยังได้จัดแบ่งการใช้สอยไว้อย่างเป็นระบบ เริ่มจากชั้น 2 บางส่วนจะเป็นห้องพัก , ห้องประชุม ,มีลานไอซ์สเก็ตจุคนได้ 1,200 คน กลางคืนจะมีโชว์ระดับโลก อาทิ ไอซ์ดอดคอม และห้องอินเตอร์เนต

ชั้น 3 มีอาร์ตแกลลอรี่ โฟโต้ มีการแสดงของตากล้องที่มีชื่อเสียง และมีดิสโก้เทค

ห้องอาหาร มีการตกแต่งด้วยภาพเขียน มีภาพถ่ายของลีโอนาร์โด ดาวินชี ชั้น 4 จะมีห้องคาสิโน ชั้น 5 จะเป็นถนนสายช้อปปิ้ มีความยาวของถนนไปจนถึงสุดปลายอีกด้านหนึ่งของเรือ ประมาณ 445 ฟุต หรือประมาณ 103 เมตรกว่า เรียกว่าช้อปกันไม่เบื่อ เพราะ ซ้าย-ขวามีร้านค้า เรียงรายให้เลือกซื้อ เลือกใช้บริการด้านความงามทั้งร้านทำผมคุณผู้ชาย ร้านหนังสือ ร้านขายของที่ระลึก ร้านไอศรีม ผับสไตล์อังกฤษ แชมเปญบาร์ ร้านกาแฟชื่อดัง เรียกว่ามีบริการหลากหลายจนเลือกไม่ถูก

ชั้น 6 เป็นห้องเพรสซิเด้นท์สวีท เป็นห้องพักที่ค่อนข้างหรูหรา ส่วนชั้น 7 ?ชั้น 9 จะเป็นห้องพักทั่วไป ชั้น 10 จะเป็นในส่วนของเอนเตอร์เทนเม้นท์ ชั้น 11 จะเป็นร้านอาหาร ชั้น 12-ชั้น 13 เป็นส่วนของเอดเวนเจอร์ และจะเป็น H2O โซนก็จะเป็นสวนน้ำสำหรับเด็กและครอบครัว ส่วนบริการอื่นๆ ก็ไล่เลียงกันมาตามชั้นต่าง ๆ อาทิ เกมส์ สนามบาสเก็ตบอล ,วอลเล่ย์บอล สนามกอล์ฟมินิ 9 หลุม สระว่ายน้ำ เลานจ์ที่อยู่บนยอดสูงสุดของเรือทำให้มองเห็นวิวทิวทัศน์ของท้องทะเลในมุมมอง 360 อาศาทีเดียว

ฟรีดอม ออฟ เดอะ ซี จุผู้โดยสารได้สูงสุดถึง 4 พันคน ไม่รวมลูกเรืออีกร่วมพันคน ทุกอย่างฟรีหมดยกเว้นเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรืออาหารชนิดพิเศษที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นค่าจอง หมายความว่าลูกค้าโทรเข้าไปจองก็จะเสียค่าจอง 20 เหรียญหรือ 760 บาท หลังจากนั้นจะสั่งอะไรก็ได้ มีบริการรูมเซอร์วิส 24 ชั่วโมง สามารถสั่งอาหารรับประทานได้ตลอดเวลา

รูปภาพประกอบ

       Shipship
     
                           
     

 

 

 


 

 

 

 


 

 


 

 


 

 


 

 


 

 


 

 


 

 


 

 

 

 


 


 


บ้านหลังนี้ตั้งอยู่ที่ ชานเมืองของเมดินา,วอชิงตัน ติดกับทะเลสาป วอชิงตัน

ซึ่งเจ้าของคือ Williams H Gates ที่ 3 พูดเเบบนี้คงจะนึกกันไม่ออก

เเต่ถ้าบอกว่า บิลเกตต์ คงต้องร้องอ๋อทันที  

บ้านนี้ตกเเต่งในสไตล์ของ " Pacific Lodge" ซึ่งภายในตัวบ้านได้ใช้ระบบ

 " Advance electronic Systems " ที่ทันสมัยที่สุด

ภายในตัวบ้านประกอบด้วย ห้องสมุดส่วนตัวขนาดใหญ่มาก

โรงหนังในบ้าน ,โคตรอคอว์เรี่ยม ณ ห้องรับเเขก เเละอีกหลายอย่าง

ซึ่งเวลามีเเขกมา ทุกคนจะได้รับไมโครชิฟมา ซึ่งจะสามารถบอกว่า

ณ ตอนนี้คุณอยู่ที่ใด ส่วนไหน ของบ้าน เเละไมโครชิฟตัวนี้

 สามารถใช้เปิดปิดไฟ ในตัวบ้านเวลาเดินไปไหนมาไหนได้อย่างอัตโนมัติ

ที่กล่าวมาคร่าวๆ ตอนนี้เราให้คุณลองประเมินราคาทั้งหมดของบ้านดูสิเท่าไหร่ ??????

คำตอบคือ 113 ล้านเหรียญ ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ 4,520 ล้านบาท

นี่สมมติเงินดอลคือ40

ซึ่งสถิตินี้ก้ไม่เท่าไร

เราอยากจะบอกว่า บิลเกตต์ ได้รับเลือกจากนิตยสาร Forbes ว่าเป็นคนที่รวยที่สุด

ในปี 2005 บิลมีรายได้ 46.5 พันล้านเหรีญ คิดเป็นเงินไทยคือ 1.86 ล้านล้านบาท

มากกว่า โครงการเมกกะโปรเจกของรัฐบาลที่จะทำคือ 1.3 ล้านล้านบาท

นั่นหมายความว่า บิล สามารถที่จะสร้างบ้าน เเบบหลังนี้ได้อีก 412 หลังสบายๆ

นี่คือรูปบ้านโดยรวมๆ







ห้องรับแขก



อยากได้ซักหลังจังเลย